ไทย
ดาวน์โหลด

คู่รักหารกันแค่ไหนดี? วิธีตั้งกติกาแบ่งค่าใช้จ่ายที่ทั้งคู่แฮปปี้

⏱ อ่านประมาณ 7 นาที

#couple

ค่าเดตควรหารหรือเลี้ยง? เรื่องเงินของคู่รักไม่มีคำตอบตายตัว แต่ 'วิธีสร้างกติกาที่ทั้งคู่ยอมรับ' มีสูตรอยู่ บทความนี้แนะนำ 4 รูปแบบการแบ่ง พร้อมวิธีคุยกันไม่ให้อึดอัด

เรื่องการแบ่งค่าใช้จ่ายของคู่รัก ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “สัดส่วนที่ถูกต้อง” มีแค่ ทั้งสองคนโอเคกับมันจริง ๆ หรือเปล่า เท่านั้น บางคู่หารครึ่งเป๊ะแล้วไปได้ดี บางคู่ฝ่ายหนึ่งออกมากกว่าตลอดก็มี สิ่งที่คู่ที่ราบรื่นมีเหมือนกันคือ เคยนั่งคุยและตกลงวิธีแบ่งกันเป็นคำพูดชัด ๆ สักครั้ง

บทความนี้จะแนะนำรูปแบบการแบ่งที่พบบ่อย และวิธีตกลงกันแบบไม่อึดอัด

”หารกัน” ไม่ได้แปลว่าไม่รักกัน

ที่เรื่องหารเงินคุยยาก เพราะมีความกลัวว่า “พูดเรื่องเงินแล้วจะดูงก” หรือ “จะโดนสงสัยว่าไม่รักจริง” แต่ความจริงตรงกันข้าม: การปล่อยให้การแบ่งจ่ายคลุมเครือต่างหาก ที่ทำให้ความไม่พอใจสะสมโดยพูดออกมาไม่ได้

“รู้สึกว่าตัวเองจ่ายมากกว่านะ” “พูดไม่ออกแต่ก็หงุดหงิด” — การปล่อยให้สภาพนี้ดำเนินต่อไปเป็นความเสี่ยงต่อความสัมพันธ์มากกว่ากันเยอะ การตั้งกติกาก็เพื่อให้ไม่ต้องคุยเรื่องเงินกันทุกครั้งที่ออกเดตนั่นเอง

มีข้อมูลที่ชี้ว่าความคาดหวังในใจของสองฝ่ายอาจสวนทางกันสุด ๆ: ผลสำรวจปี 2024 ที่ญี่ปุ่นโดยบริษัท ONE FOR ONE (ชายหญิงวัย 20–30 ราว 100 คน) พบว่าผู้ชาย 57% ในใจจริงอยาก “หารกัน” ขณะที่ผู้หญิง 52% อยาก “ให้เลี้ยง” — ความต้องการแทบจะตรงข้ามกันพอดี ส่วนผลสำรวจค่าเดตโดย Leading Tech (2021) พบว่าในความเป็นจริง ผู้ชายจ่ายเฉลี่ยต่อเดต 6,805 เยน (ราว 1,600 บาท) ส่วนผู้หญิง 2,612 เยน (ราว 600 บาท) — ฝ่ายชายแบกมากกว่าสองเท่า ไม่มีอะไรการันตีว่า “เรื่องปกติ” ของคุณสองคนจะตรงกัน — นี่แหละคือเหตุผลที่ควรพูดออกมาให้ชัดสักครั้ง

4 รูปแบบการแบ่งที่พบบ่อยของคู่รัก

รูปแบบวิธีการเหมาะกับ
หารครึ่งเป๊ะทุกอย่าง 50:50รายได้ใกล้กัน ให้ความสำคัญกับความเท่าเทียม
ผลัดกันจ่ายวันนี้ฉัน คราวหน้าเธอไม่ชอบคิดเลข ออกเดตสม่ำเสมอ
แบ่งตามสัดส่วนตามรายได้ เช่น 60:40รายได้ต่างกันมาก
แบ่งตามหมวดค่าอาหารฝ่ายหนึ่ง ค่าตั๋วอีกฝ่ายรูปแบบการใช้จ่ายค่อนข้างคงที่

หารครึ่งเป๊ะ

เรียบง่ายที่สุด เหมาะกับคู่ที่ให้ความสำคัญกับความเท่าเทียม จุดอ่อนคือเศษสตางค์และความยุ่งยากในการจดว่าใครออกไปก่อน ถ้าเคลียร์กันทุกบาททุกเดตจะเหนื่อยเกินไป วิธีที่ยั่งยืนคือจดบันทึกไว้แล้วเคลียร์รวบเดือนละครั้ง

ผลัดกันจ่าย

“วันนี้ฉันเลี้ยงนะ” สลับกันไปมา ไม่ต้องคิดเลข สบายใจ แต่ยอดเงินจะเหลื่อมกันไปเรื่อย ๆ ถ้า “ตา” ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตกที่มื้อแพงตลอด จะเริ่มรู้สึกไม่แฟร์ เหมาะกับสายชิล

แบ่งตามสัดส่วน

สูตรมาตรฐานของคู่ที่รายได้ต่างกัน กำหนดสัดส่วนคร่าว ๆ จากรายได้สุทธิ แล้วใช้กับค่าใช้จ่ายร่วมเท่านั้น แนวคิดคือแบ่งด้วย “ความเจ็บเท่ากัน” ไม่ใช่ “จำนวนเงินเท่ากัน” (วิธีคำนวณละเอียดจะมีบทความแยก)

แบ่งตามหมวด

“ข้าวนอกบ้านฉันจ่าย ที่พักเวลาเที่ยวเธอจ่าย” ไม่ต้องเคลียร์กันรายครั้ง แต่ยอดแต่ละหมวดจะค่อย ๆ เหลื่อมโดยไม่รู้ตัว แนะนำให้เอายอดรวมมาดูกันสักครึ่งปีครั้ง

4 จุดที่ทะเลาะกันง่าย ตกลงกันไว้ก่อนเลย

ต่อให้เลือกรูปแบบแล้ว จุดที่ทะเลาะกันจริงคือเส้นแบ่งพวกนี้:

  1. เศษเงิน: เศษที่หารไม่ลงตัวใครรับ (“คนรายได้มากกว่า” “คนที่ชวนวันนี้” ฯลฯ)
  2. รายจ่ายก้อนใหญ่: กำหนดเพดานที่กติกาปกติไม่ใช้ เช่น ทริปเที่ยว เครื่องใช้ไฟฟ้า
  3. วันเกิด·วันครบรอบ: ระบุข้อยกเว้นให้ชัด เช่น “ฝ่ายที่เป็นคนฉลองเป็นคนจ่าย”
  4. ของที่ใช้คนเดียว: ฝากซื้อของที่ร้านสะดวกซื้อให้แฟน ไม่นับเป็นค่าใช้จ่ายร่วม

วิธีตั้งกติกา: 3 ขั้นตอน

ขั้นที่ 1: หาจังหวะเปิดเรื่อง การนั่งลงหน้าเครียดแล้วบอก “เรามาคุยเรื่องเงินกัน” ยากกว่าการพูดเบา ๆ ตอนจ่ายบิลว่า “คราวหน้าลองทำแบบนี้กันไหม?” เยอะ

ขั้นที่ 2: บอก “เส้นที่เริ่มรู้สึกไม่โอเค” ของกันและกัน แทนที่จะไล่หาความแฟร์เป๊ะ ๆ จูนกันที่ “ถ้าเหลื่อมเกินนี้จะเริ่มหงุดหงิด” จะได้ข้อสรุปเร็วกว่า

ขั้นที่ 3: ตกลงวิธีจดบันทึกไปพร้อมกัน ตั้งกติกาแต่ไม่จด สุดท้ายจะกลายเป็นเกมความจำว่า “ใครจ่ายมากกว่า” ถ้าจดเงินที่ออกไปก่อนลงแอปหารเงินไว้ ก็ไม่ต้องควักกระเป๋าสองใบทุกมื้อ แค่เคลียร์รวบตอนสิ้นเดือนครั้งเดียวจบ

การจดแบบ “เรื่อย ๆ ไม่คิดมาก” คือความใส่ใจอย่างหนึ่ง

ยื่นเงินสดกันไปมาทุกเดตมันเสียบรรยากาศ แต่ถ้าไม่จดเลย ความไม่สมดุลก็มองไม่เห็น ทางสายกลางที่แนะนำคือ ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจ่ายรวมไปก่อน จดลงแอปไว้ แล้วค่อยเคลียร์ทีเดียวทีหลัง

เมื่อบันทึกเป็นข้อมูลที่สองคนเห็นร่วมกัน “พูดแล้ว/ยังไม่ได้พูด” หรือ “รู้สึกว่าจ่ายไปแล้วนะ” ก็หมดไป การจดเรื่องเงินไม่ใช่เพื่อจับผิดกัน แต่เพื่อทำให้เรื่องเงินเป็นหัวข้อที่คุยกันได้เบา ๆ

← กลับไปที่บล็อก